มุม มุม เล็ก

มุม เล็กๆ คือ มุมหนึ่งที่มีขนาดเล็ก

มุม มุม เล็ก คือ มุมหลายมุมที่มีขนาดเล็ก

ได้นั่งคุยกับน้องคนหนึ่ง ที่เพิ่งรู้จักได้สัปดาห์หนึ่ง จากการเดินทางหนึ่ง บนเรือลำหนึ่ง และกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีแนวคิดที่คล้ายกันอย่างหนึ่ง

“บางทีเราก็มีโลกอีกมุมที่เป็นที่เป็นตัวเราอีกแบบ เป็นมุมที่คนหนึ่งเห็นได้ แต่อีกคนหนึ่งอาจจะไม่ได้เห็น”  ใช่แล้ว เราเห็นด้วยกับน้อง ปากเอ่ย”ใช่” และในใจนึก”เออวะ”

คนเรามีได้ตั้งหลายมุม ทั้งแบบมุมรู้ตัว และมุมที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่า กูก็มีมุมแบบนี้ด้วย ถ้าเพื่อนไม่บอก ก็ไม่รู้นะเนี้ย!

ทุกมุมของเรามันเกิดจากความเป็นตัวตนของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความคิด หรือการกระทำ เพียงแต่แสดงออกมาต่างเวลา ต่างวาระ ต่างอารมณ์ ต่างบุคคล หากคนที่เห็นแต่ละมุมของเราไม่ตั้งข้อสงสัย ไม่ตั้งแง่ว่าทำไม เราถึงเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เราก็ยินดีที่จะเอามุมที่ต่างวาระมาทับซ้อนกันได้ แต่หากมุม มุม เล็กๆ ของเรากลับเป็นข้อสงสัยที่เราจะต้องคอยตอบคำถาม เราก็ไม่อยากให้มุม มุม เล็กๆ นั้น มาเข้าใกล้กันเลย

ไม่ว่าเราจะมี มุมชั่วคราว มุมถาวร  มุมเล็ก หรือ มุมใหญ่ กี่มุมก็ตาม แต่ทุกมุมมันเกิดจากเส้นเริ่มเดียวกันทั้งสิ้น

ที่มา: สนทนาระหว่างทางกลับบ้านกับน้องเอิง : 15 กรกฎาคม 2553

น่าจะไม่เบื่อ

ถ้าเรารักและสนุกทุกขณะของชีวิต จะไม่มีคำว่า “น่าเบื่อ”

กุ๊ก

อยาก

อยากเขียนบนทุกที่

อยากวาดทุกอย่างที่เห็น

อยากเขียนและวาดทุกอย่างที่คิด

จัด

คนเราจะทำอะไร มากเท่าไหร่ก็ได้ ถ้าจัดเวลาได้เหมาะสม

สิ่งแรกของคนตัวคัน คือฝึกจัดเวลา

กุ๊ก

27 มิถุนายน 2553

ความถนัด(S)

น่าแปลกที่ว่า บางคนไม่รู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร แต่ก็มีความถนัดด้านนั้นด้านนี้ ความถนัดคือการทำสิ่งนั้นได้ดีอาจจะอยู่ระดับ C (เกณฑ์พอใช้) หรือบางคนมีความถนัดพุ่งขึ้นถึงระดับ B (เกณฑ์ดี) หรือ B+ (เกณฑ์ดีทีเดียว! อันนี้ให้คำจำกัดความเอง) ไอ้ความถนัดมันหัด มันฝึกกันได้ ไม่รักไม่ชอบแต่ก็ถูๆ ไถๆ อยู่กันไปได้ ดูอย่างเวลาจะเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ความถนัดมีตั้งหลายทาง ความถนัดทางวิชาชีพครู ความถนัดทางสถาปัตยกรรม ความถนัดทางวารสารสนเทศ แม้แต่ความถนัดทั่วไป ก็ยังมี ความถนัดทั่วไปนี่ถนัดอะไรหว่า?

ความถนัด ฝึกมากๆ ทำมากๆ จากถนัดก็ยกระดับเป็นชำนาญ เอาไปหากินได้แหละ นี่คือข้อเท็จจริงที่ว่า ความถนัดเกิดจากความฝึกเยอะ ทำเยอะ แต่บางคนอยู่ดีๆ ความถนัดก็หล่นใส่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันมาเองเว๊ย! อยู่ดีๆ ของก็เข้าตัว ถามว่า ทำไม (….เติมความถนัดกันเอาเอง…….) เก่งจัง บางคนตอบไม่รู้มันเป็นเอง เฮ้ย! มันเป็นเองได้หรือวะ ขนาดไข้หวัดยังต้องพึ่งพาเชื้อไวรัสเลย ถึงจะไอ จาม ขี้มูกไหลกันได้ แต่นี่มึงเก่งนะ อยู่ดีก็เก่งได้หรอ?? ตอนเด็กเราโง่อยู่หลายปี พอโตมาถึงรู้ว่า ผู้ใหญ่เค้าเรียก ไอ้พวกเก่งไม่รู้ตัวว่า “พวกมีพรสวรรค์” แต่บางคนก็น่าสงสาร มีพรสวรรค์แท้ๆ แต่ก็ยังไม่รู้ว่า ชอบอะไร

บางคนชำนาญด้านที่ตัวเองชอบระดับ A เลย (เกณฑ์ดีมาก … จะต้องบอกด้วยมั้ยเนี้ยะว่า D คือเกณฑ์รบกวนไปปรับปรุงเหอะ ทนดูไม่ได้แล้ว จะได้ครบทุกเกรด) และก็ยังถนัดในเรื่องอื่นๆ อีกหลายอย่าง

หลายคน…บางคน…หนึ่งคน อาจถนัด

เล่นดนตรี +/ ร้องเพลง +/ แต่งเพลง +/ เล่นกีฬา +/ วาดรูป +/ พิมพ์ดีดเร็ว +/ เขียนหนังสือ +/ เล่นละคร +/ ขายของ +/ พูด +/ คิด +/ ทำอาหาร +/ ทำขนม +/ ปลูกต้นไม้ +/ ออกแบบ +/ สอน +/ ถ่ายเอกสาร +/ เล่นรูบิค +/ อ่านหนังสือ +/ ควงปากกา +/ ขี่ม้า +/ โยคะ +/ กิน? +/ ฯลฯ ถ้าไม่ใส่ไปรยาลใหญ่วันนี้จะเขียนจบมั้ยนี้

ถ้าเราไม่หยิบความชอบมานั่งปั้น นั่งทำ เราก็ยังไม่รู้ว่ามันถนัดมือเราหรือเปล่า

“ของถนัดอาจไม่ชอบ ของชอบอาจไม่ถนัด”

ถ้าเราไม่รู้ว่า เราชอบอะไร ก็ลองหยิบของถนัดมานั่งปั้น นั่งทำ ก่อนก็ได้

ในหนึ่งคนมีความถนัด(S) มากกว่า 1 เสมอ

กุ๊ก / 21 มิ.ย. 53

ห่างหาย แต่ ไม่ห่างเหิน

ไม่ได้เขียนพื้นที่นี้มาร่วมเดือน ปฎิทินที่ขึ้นอยู่ด้านขวาหน้าจอในพื้นที่นี้ กำลังประณามความเป็นคนขี้เกียจ ในเดือนมิถุนายนวันนี้ก็วันที่ 21 เข้าไปแล้ว ไม่มีวันไหนเป็นตัวน้ำเงินขีดเส้นใต้เลย (ถ้าคุณย้อนไปดูเดือนพฤษภาคม จะเห็นวันที่ตัวอักษรสีน้ำเงินขีดเส้นใต้ วันนั้นแหละเป็นวันที่ขยัน) แล้วยังงี้เมื่อไหร่จะเป็นเจ้าคนนายคน(ยายชอบว่าอย่างนี้) กำลังคิดว่าหากขยันเขียน แล้ววันหนึ่งจับพลัดจับผลูได้เป็นคนเขียนเก่งขึ้นมาไม่รู้ตัว จะเป็นเจ้าคนนายคนได้อย่างไร คงได้เป็นเจ้าตัวนายตัวเองแทนมากกว่า

(ขณะนี้เวลา 0:44 วันที่ 21 มิ.ย. 53 ขณะที่เรากำลังขยันอยู่นี้ ฝนก็ทำงานอย่างขยันเช่นกัน มาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้)

ที่หายไป ก็ไปใช้กรรมละค๊าคุ๊ณ ทำกับเขาไว้เยอะ ก็ทำงานประจำไงคะ เก็บเขาไว้นาน ดองเขาไว้เยอะ พอเริ่มมีกลิ่นออกมาให้หัวหน้าระแคะระคาย ก็ถึงเวลาต้องสะสางกันหน่อย (เฮ้ยได้กลิ่นไก่ย่าง ใครกินไก่ตอนจะตีหนึ่งวะ) ก็มัวแต่เอาหัวไปคิดทำโน่นทำนี่

หึกเหิมมาก เป็นตาสียายสาคนธรรมดาแท้ๆ ริอ่านอยากจะทำวารสารเป็นของตัวเอง ก็มีไม่กี่หน้า ทำแจกบังคับอ่านกันฟรีๆ ไม่มีอะไรมาก เพื่อนๆก็กลั้นใจอ่านกันเดือนละครั้ง เรื่องที่ลงก็เป็นตีสนิท ทำตลกใส่คนอื่นเขา แล้วก็ขอให้เขาเขียนนู่น เขียนนี่ให้ หาสาระได้น้อยมาก มีแต่ความอยากล้วนๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ทำร้ายใคร อ่านเล่น เขียนเล่น ขำๆ ใกล้ถึงกำหนดออกเล่มแล้ว แต่ก็ยังไม่เสร็จ ชิวมาก ใจเย็นกว่ามืออาชีพอีก ก็อย่างว่า วารสารมันชิว(หินทรีย์)ก็ “ละมุน” อย่างนี้แหละ

ดีใจจังวันนี้ปฎิทินเป็นสีน้ำเงินขีดเส้นใต้แล้ว ถึงแม้จะห่างหายไปหลายวัน ถึงกระนั้นในแต่ละวันที่ห่างหาย ก็ไม่เคยห่างเหินกับการเขียนเลยนะ

ร่วมคาราวานหนอนหนังสือ(ARC)

อยากให้คนที่ “เห็น” ได้อ่าน

การอ่อนเพลียจากการเดินทางกลับมาจากโครงการสร้างสนามเอนกอนันต์ประสงค์ให้น้องๆ พี่ๆ ป้าๆ ลุงๆ น้าๆ อาๆ ปู่ๆ ย่าๆ ตาๆ ยายๆ …ครบหรือยังเนี้ย…ของหมู่บ้านส้าน จังหวัดน่าน จึงถือโอกาสพักผ่อนหย่อนสมองโดยใช้วันลาได้ประจำปีที่เหลืออันน้อยนิด เลยมีเวลามากพอที่จะเช็คเมล์ เช็คข่าวสารบ้านเมือง เช็คข่าวสารเพื่อนบ้านในเฟสบุ๊ค ฯลฯ ไม่รู้จะเช็คอะไรกันนักหนา ถ้าเช็คนี้นำไปขึ้นเงินได้ เราก็คงจะรวยไปแล้ว

และแล้ว….ก็มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น…

การอัพบล็อกเรื่องล่าสุดของคุณทรงกลด บางยี่ขัน บก.นิตยสารอะเดย์ ในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “เครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา” > www.lonelytrees.net  และจ่าหัวเรื่องว่า “หนอนไม่มีตา แต่ว่าชอบอ่านหนังสือ” เมื่อเห็นชื่อเรื่อง ก็รู้สึกเหมือนได้รับบัตรเชิญให้เข้าไปอ่าน คุณทรงกลดเปิดเรื่องไว้ให้คิดตาม เราก็คิดตามอย่างว่าง่าย เมื่ออ่านจบบรรทัดสุดท้าย ใจก็ไม่แข็งพอที่จะแค่คิดตามเพียงอย่างเดียว

หนอนไม่มีตา ที่บ้าหนังสือ ผู้นี้คือ โย หรือ โยชิมิ โฮริอุจิ เป็นหญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่สูญเสียการมองเห็น แต่…เธอรักการอ่านหนังสือ!!! และเธอก็พยายามสร้างโอกาสให้เด็กไทยให้เริ่ม และรักการอ่านหนังสือ ผ่านโครงการคาราวานหนอนหนังสือ หรือ Always Reading Caravan(ARC)

เราไม่รั้งรอเวลาที่จะอีเมล์ไปเสนอตัวเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้โครงการดีๆ อย่างนี้ให้สำเร็จ ลุล่วง ในเวลาอันสั้น แต่ให้มันอยู่ได้นานเท่านาน ไม่กี่ชั่วโมง โยตอบอีเมล์กลับมา…

Dear K. Kook,

Hi! Sawasdee kha. thank you for your message. Hmmm, I don’t know your
company, but I don’t know much about any companies anyway… Sorry na
kha. I know only Yamazaki, coz I love eating :) hehe

Where is your company, and where do you live? I live near BTS Wong-Wiang-
Yai, and I also work at another foundation called APCD (Asia Pacific
Development Center on Disability) near Victory Monument. I go to that
office 3 days a week, and other 4 days and any time left, I use it for
ARC.

I hope we can work together in a long term. If you have time, let’s have
tea or dinner together somewhere on BTS line. Then we can talk and talk
and see what we can do together.

Attached is the soft copy of ARC brochure in Thai. Could you spread
the words about our activities, and help me to collect books for
children? To start, please ask 10 friends of yours if they have any
second hand books for children or youth. We need to collect books for
fun, not textbook, because I want kids to enjoy reading, before learning.
And also, please ask your friends to ask their friends the same
thing. In this way, I am sure we can collect lots of books.

Looking forward to hearing from you. Could you tell me your phone number
too? As shown below, mine is
083-542-7283

All the best,

Yo
—————————————-
Dear K> Kook,

No problem at all. I speak Thai, just cannot read and write well.

I go to work near Victory Monument. I go by BTS and bus alone.

OK, it’s getting late, so I will write to you more later na kha. I am
very excited to be partner with you.

Have a good night,

Yo
 > —————————————-
> > Yoshimi Horiuchi> >
> > Always Reading Caravan (ARC)> >
> > Urai Apartment 209
> > 70 Krungthonburi Rd, Soi 4, Banglamphulang, Khlongsan, Bangkok 10600
> > THAILAND> >
> > Website: www.alwaysreadingcaravan.org
> > Blog: www.alwaysreadingcaravan.org/blog/en/
> > Twitter: http://twitter.com/YoshimiARC
> > Email:
> > For ARC: bookworm@alwaysreadingcaravan.org
> > For private: yoshimi.horiuchi@gmail.com
> > Mobile in Thailand: (+66) 83-542-7283
> > Skype: yo-yo-yosshie
> >
> > “You cannot see the future with tears in your eyes.”
> > —————————————-

“หากใครอ่านแล้วใจไม่แข็งพอ ก็มาร่วมคาราวานหนอนหนังสือ กับเรานะ”

พนิดา มอญถมยา (กุ๊ก) / Panida Montomya (kook)

E-mail : panida409@hotmail.com // www.facebook.com/panida

กรุณาอ่าน…ตามอัธยาศัย

ThaiVersion_Back.pdf

ประโยคเร้าใจ

” ถ้าอยากทำอะไรอย่างเพียงแต่แค่ชอบ ต้องหลงใหลมันอย่างโงหัวไม่ขึ้นเท่านั้น จึงจะสร้างงานชนิดเปลี่ยนโลกได้” โดยประภาส ชลศรานนท์ จากหนังสือขบ

นี่เป็น “คำ” ที่ชอบที่สุดในช่วงเวลานี้ นับยาวมาถึงตอนนี้ก็ชอบเข้าไปเข้าเดือนที่ 3 แล้ว ประโยคนี้ติดอยู่ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัสไปซะแล้ว นี่เป็นการเขียนบล็อกหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก่อนจะเดินทางไกล ไป จ.น่าน บ้านส้าน เพื่อสร้าง…สนาม สร้าง…สนุก

“ละมุน”

“ละมุน” ไม่ได้แปลว่า นุ่มนิ่ม อ่อนแอ แต่หมายถึง พอดี ลงตัว แต่ละคนมีความพอดีไม่เท่ากัน มีความลงตัวไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีรส”ละมุน”เป็นของตัวเอง

>>> กุ๊ก ละมุน อิน ดิ แอร์

ความรักบนไม้แขวนเสื้อ

22 พ.ค. 53 :

โตแล้วแต่ก็ยังทำตัวเป็นเด็ก โตแล้วแต่ก็ยังนอนตื่นสาย โตแล้วแต่ก็ยังทำกับข้าวไม่เก่ง โตแล้วแต่ยายกับตาก็ยังซักผ้าให้

นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคนที่โตแล้วอย่างเรา ไม่ว่าจะโตแค่ไหน แก่ปานใด เราก็ยังเป็นเด็กสำหรับที่บ้านเราเสมอ

เราเพิ่งกลับมาจากอยุธยา เดินเข้าบ้านมาเห็นเสื้อผ้าของเราวางเรียงกันไว้บนเก้าอี้ไม้ยาว เสื้อผ้าทุกตัวมีไม้แขวนติดอยู่ และทุกไม้แขวนมีไม้หนีบ 2 ตัวหนีบผ้าไว้ มันถูกซักและเก็บมาจากราวผ้าโดยผีมือของตาของเราเอง วันนี้ตามาเป็นแขกรับเชิญในการซักผ้า เพราะยายไปทำบุญที่อยุธยา

เรานั่งลงข้างๆ กองผ้า สังเกตเห็นว่า ไม้แขวนของตาหันหัวไม้แขวนไปทางซ้าย แต่ถ้าเป็นยายจะหันหัวไม้แขวนไปทางขวา ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา(แต่สลับกัน) ตาหนีบผ้าสูงๆ ต่ำๆ ไม่เท่ากัน แต่ยายจะหนีบข้างเดียวกันเป็นระเบียบ ตาตากผ้าแนวศิลปินมาดเซอร์ แต่ยายตากผ้าแนวคุณหนูเจ้าระเบียบ ไม่น่าเชื่อว่าภาพไม้แขวนที่ยอมให้ไม้หนีบมาเกาะบ่า ภาพธรรมดา ธรรมดา ทำให้เรา น้ำ ตา ไหล แล้วพูดในใจว่า จะ มี ใคร ที่ รัก เรา อย่าง นี้ หรือ

เวลาที่ยายกับตา ซักเสื้อผ้าให้ เราจะรู้สึกว่า เสื้อผ้าเราหอม สะอาดที่สุด

เวลาที่ยายกับตา ถูพื้นห้องให้เรา เราจะรู้สึกว่า พื้นห้องสะอาดเอี่ยมอ่อง ไร้ฝุ่นที่สุด

เวลาที่ยายกับตา ทำข้าวกล่องเอาไปกินที่ทำงาน เราจะรู้สึกว่ามันเป็นข้าวที่นุ่มที่สุด และเป็นกับข้าวที่อร่อยที่สุด

เวลาที่ยายกับตา คุยกับเรา เราจะรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องที่สนุกที่สุด(เราชอบสังเกตเวลาที่เขาคุยและทำท่าทาง)

เวลาที่ยายกับตา บ่นลูกหลาน เราจะรู้สึกว่ามันตลกที่สุด

เวลาที่ยายกับตา ให้พร(ตอนที่เราให้ตังค์) เราจะรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่ประเสริฐที่สุด

เวลาที่ยายกับตา ทำหน้าเศร้า เราจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด

เวลาที่ยายกับตา หัวเราะ เราจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด 

ความรักอยู่ทุกที่ ไม่เว้นแม้บนไม้แขวนเสื้อ