ประโยคเร้าใจ

” ถ้าอยากทำอะไรอย่างเพียงแต่แค่ชอบ ต้องหลงใหลมันอย่างโงหัวไม่ขึ้นเท่านั้น จึงจะสร้างงานชนิดเปลี่ยนโลกได้” โดยประภาส ชลศรานนท์ จากหนังสือขบ

นี่เป็น “คำ” ที่ชอบที่สุดในช่วงเวลานี้ นับยาวมาถึงตอนนี้ก็ชอบเข้าไปเข้าเดือนที่ 3 แล้ว ประโยคนี้ติดอยู่ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัสไปซะแล้ว นี่เป็นการเขียนบล็อกหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก่อนจะเดินทางไกล ไป จ.น่าน บ้านส้าน เพื่อสร้าง…สนาม สร้าง…สนุก

“ละมุน”

“ละมุน” ไม่ได้แปลว่า นุ่มนิ่ม อ่อนแอ แต่หมายถึง พอดี ลงตัว แต่ละคนมีความพอดีไม่เท่ากัน มีความลงตัวไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีรส”ละมุน”เป็นของตัวเอง

>>> กุ๊ก ละมุน อิน ดิ แอร์

ความรักบนไม้แขวนเสื้อ

22 พ.ค. 53 :

โตแล้วแต่ก็ยังทำตัวเป็นเด็ก โตแล้วแต่ก็ยังนอนตื่นสาย โตแล้วแต่ก็ยังทำกับข้าวไม่เก่ง โตแล้วแต่ยายกับตาก็ยังซักผ้าให้

นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคนที่โตแล้วอย่างเรา ไม่ว่าจะโตแค่ไหน แก่ปานใด เราก็ยังเป็นเด็กสำหรับที่บ้านเราเสมอ

เราเพิ่งกลับมาจากอยุธยา เดินเข้าบ้านมาเห็นเสื้อผ้าของเราวางเรียงกันไว้บนเก้าอี้ไม้ยาว เสื้อผ้าทุกตัวมีไม้แขวนติดอยู่ และทุกไม้แขวนมีไม้หนีบ 2 ตัวหนีบผ้าไว้ มันถูกซักและเก็บมาจากราวผ้าโดยผีมือของตาของเราเอง วันนี้ตามาเป็นแขกรับเชิญในการซักผ้า เพราะยายไปทำบุญที่อยุธยา

เรานั่งลงข้างๆ กองผ้า สังเกตเห็นว่า ไม้แขวนของตาหันหัวไม้แขวนไปทางซ้าย แต่ถ้าเป็นยายจะหันหัวไม้แขวนไปทางขวา ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา(แต่สลับกัน) ตาหนีบผ้าสูงๆ ต่ำๆ ไม่เท่ากัน แต่ยายจะหนีบข้างเดียวกันเป็นระเบียบ ตาตากผ้าแนวศิลปินมาดเซอร์ แต่ยายตากผ้าแนวคุณหนูเจ้าระเบียบ ไม่น่าเชื่อว่าภาพไม้แขวนที่ยอมให้ไม้หนีบมาเกาะบ่า ภาพธรรมดา ธรรมดา ทำให้เรา น้ำ ตา ไหล แล้วพูดในใจว่า จะ มี ใคร ที่ รัก เรา อย่าง นี้ หรือ

เวลาที่ยายกับตา ซักเสื้อผ้าให้ เราจะรู้สึกว่า เสื้อผ้าเราหอม สะอาดที่สุด

เวลาที่ยายกับตา ถูพื้นห้องให้เรา เราจะรู้สึกว่า พื้นห้องสะอาดเอี่ยมอ่อง ไร้ฝุ่นที่สุด

เวลาที่ยายกับตา ทำข้าวกล่องเอาไปกินที่ทำงาน เราจะรู้สึกว่ามันเป็นข้าวที่นุ่มที่สุด และเป็นกับข้าวที่อร่อยที่สุด

เวลาที่ยายกับตา คุยกับเรา เราจะรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องที่สนุกที่สุด(เราชอบสังเกตเวลาที่เขาคุยและทำท่าทาง)

เวลาที่ยายกับตา บ่นลูกหลาน เราจะรู้สึกว่ามันตลกที่สุด

เวลาที่ยายกับตา ให้พร(ตอนที่เราให้ตังค์) เราจะรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่ประเสริฐที่สุด

เวลาที่ยายกับตา ทำหน้าเศร้า เราจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด

เวลาที่ยายกับตา หัวเราะ เราจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด 

ความรักอยู่ทุกที่ ไม่เว้นแม้บนไม้แขวนเสื้อ

ตามรอย หรือ ตามเรา

21 พ.ค. 53
คนเรามีเรื่องที่ชอบ สิ่งที่อยากทำ
เราอ่านประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพ หรือสายกิจกรรม ที่เราอยากทำ หรือชอบ
เราอ่านเส้นทางฝ่าฟันอุปสรรคของเขา
เราเสาะแสวงความเป็นมาเป็นในวิถีการทำสิ่งนั้นของเขา
เราติดตามผลงาน และจังหวะการเดินของเขา
เราเสพสื่อทุกประเภทที่นำเสนอเขา
เพราะเราอยากเป็นเหมือนเขา?

บางครั้ง

เราก็สับสนว่า…เรากำลังพยายามตามรอยเขา

หรือ

เรากำลังอยากสร้างรอยของเราเอง

จำกัดเวลาการออกนอกเคหะสถาน

ระหว่างที่กำลังนั่งรถประจำทางปรับอากาศสาย ๖๖ คันสุดท้ายในเวลาหนึ่งทุ่มกว่าๆ คนขับรถบอกว่า รถประจำทางเลิกเร็วเพราะกลัวติด “เคอร์ฟิว” เกิดความสงสัยว่า ทำไมต้องใช้คำว่า “เคอร์ฟิว(Curfew)” ทำไมไม่ใช้คำว่า “จำกัดเวลาการออกนอกเคหะสถาน” เรียกสั้นๆว่า “จำกัดเวลา” ดูน่ารักและเป็นไทยกว่าตั้งเยอะ

หลังคาทรงบรรพบุรุษ

21 พ.ค. 53

ระหว่างเดินทางกลับจากโรงงานกลับบ้าน จากพระประแดงกลับประชาชื่น จากในตึกสู่ในตู้ เส้นทางวงแหวนกาญจนาภิเษก แต่เราชอบเรียกว่า วงแหวนรอบนอกมากกว่าให้ความรู้สึกเป็นถนนดี เรานั่งที่นั่งหลังสุดติดกระจกด้านซ้าย ด้านขวาวิวอะไรเยอะไม่ได้สังเกต แต่ด้านซ้ายของเราหมู่บ้านจัดสรรละลานตา เริ่มราคาตั้งแต่ล้านต้นๆ จนล้านปลายๆ มองจนเพลินตา อยู่ๆ ก็มีสงสัยว่า ทำไมบ้านเดี่ยวที่สร้างด้วยปูนฉาบมิดชิดทุกด้าน ทุกหลังต้องทำหลังคาเป็นสามเหลี่ยม แต่ไม่ได้เป็นเฉพาะหมู่บ้านจัดสรรนะ บ้านไม่จัดสรรก็เป็นหลังคาสามเหลี่ยมแบบนี้เหมือนกัน ก็เลยพาให้คิดไปถึงบ้านทรงไทยสมัยโบราณที่ทำหลังคาสามเหลี่ยมสูงๆ ช่วงระหว่างตัวเรือนกับหลังคาก็จะมีช่องระบายอากาศ ทำให้อากาศที่ร้อนไหลระบายออกไปได้ แต่ที่เห็นตอนนี้มันเป็นบ้านปูน ตัวบ้านกับหลังคาแนบสนิท ขนาดลูกมดยังรอดผ่านได้ลำบาก อากาศร้อนมันจะลอยออกช่องไหน หนำซ้ำยังต้องพุ่งปะทะฝ่าด่าน ฝ้าอรหันต์อีกชั้น ระหว่างที่สายตาเดินทางอย่างต่อเนื่อง ก็มีคำถามออกเดินทางไปเคาะประตูความเห็นของพี่คนที่นั่งเบาะสุดท้ายด้านขวาว่า “ทำไมเค้าต้องทำหลังคาสามเหลี่ยมแบบนี้เหมือนกันหมดด้วยละพี่” ใจกลางความสงสัยของเราอยู่ที่ ทำไมต้องเหมือนกันหมด มากกว่า ทำไมต้องสามเหลี่ยม  “ก็ให้น้ำมันไหลลงได้ง่าย” ความเห็นแรกแง้มประตูออกมา เราเออออในใจ แต่มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้นนะ ความเห็นที่สองของพี่เค้าก็กระแทกประตูซ้ำออกมาอีกที “ระบายความร้อน หลังคายิ่งสูงจากฝ้า ยิ่งระบายความร้อนได้ดี” ความเห็นนี้ถือว่าเป็นหลักการการสร้างบ้านที่ค่อนข้างตรงกับบ้านสมัยก่อนของเรา แต่เมื่อก่อนเราเดาว่าบ้านคงไม่มีฝ้า ถ้าจะให้คะแนนความน่ารักของประโยชน์หลังคาสามเหลี่ยม เราให้คะแนนความเห็นแรกมากกว่า ดูง่าย จริงใจ! ก็ใช่ไง! หลังคามันเอียงน้ำก็ไม่ขัง เห็นๆเลย

                สงสัยไปอย่างเพลินๆ ว่าจริงๆ บ้านปูนปัจจุบันที่เขาสร้างให้หลังคาเป็นสามเหลี่ยม เพื่อให้น้ำไหลลงมาง่าย ระบายความร้อน ฯลฯ หรือ ปู่ย่าตายายเราเคยสร้างมายังไง เราก็สร้างตามแบบกันมาอย่างนั้นกันแน่ เราเอามาแค่รูปทรงหลังคาของปู่ย่าตายายมา แต่ส่วนที่เหลือทั้งหมดของบ้านเราสั่งตรงจากเมืองนอก

ปล. ขอบคุณพี่โอ๊ะที่เปิดประตูต้อนรับความสงสัยของหนู

ลุล่วง

คำบันทึก วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ขณะที่มวลชนทั่วประเทศไทยได้หยุดชดเชยวันแรงงาน แต่ฉันกลับต้องนั่งรถมอร์เตอร์ไซด์ เพื่อไปรถไฟฟ้า เพื่อเดินลงบันไดมา เพื่อพาตัวเองขึ้นตึกยี่สิบกว่าชั้น ที่นั่นเรียกว่า “ออฟฟิศ” ก็ไม่ได้ขัดอดขัดใจอะไร ที่ต้องมาทำงาน ยังสรุปไม่ได้ว่า ตัวเองยอมรับความจริง หรือ ชินชากันความจริง กันแน่

ที่ต้องบันทึกวันเดือนปีให้ยุ่งยาก มิใช่อะไร…

ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ทำอะไร อะไร เหมือนทุกวันที่มาทำงาน

แต่ที่ต้องคิดอะไรมาก เป็นเพราะ ตัวเอง คิด อะไรได้…ที่ทำให้ใจหึกเหิม

หนึ่งอย่าง หนึ่งเรื่อง หนึ่งโปรเจ็ก ที่อยากทำ และต้องทำ

หาก เริ่มต้นได้แล้ว จากหัวสมอง ไม่ลงมือสานต่อ งานนั้นจะลุล่วงได้อย่างไร

ลุล่วง คือได้ทำ ทำ ทำ ทำอย่างที่อยากทำ อาจจะไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ได้ แต่ได้ลุล่วงไปกับมัน

เหมือนการเขียนหนังสือ หากคิดมากมายอยู่ในหัว แต่ไม่เริ่มอักขระตัวแรก ก็ย่อมไม่มีคำถัดมา และประโยคถัดไป อย่าหวังจะได้เห็นย่อหน้า ตัวหนังสือแค่หนึ่งหน้าก็ไม่อาจ “ลุล่วง”

วันหยุดชดเชยวันแรงงานของฉันไม่ใช่การพักผ่อน นอนหลับ แต่เป็นการชดเชยโดย “คิด” ให้หนักขึ้น “ทำ” ให้ถี่ขึ้น